เทรนของปี 2025 ไปจนถึง 2030-2050 และต่อไปในโลกอนาคต ยังไงก็หนีไม่พ้นเรื่องของ Green Energy หรือพลังงานสะอาดแน่นอนครับ ไม่ว่าจะเป็นแผงโซลาร์เซล หรืออื่นๆที่ช่วยให้กักเก็บคาร์บอนได้มากขึ้น และลดของเสียในอากาศได้ดีขึ้น
เพราะฉะนั้นแล้วเรามาดูกันว่า มีอะไรบ้างที่เราต้องรับตัวกันตั้งแต่เนิ่นๆ หรือทำแผนการไว้จะได้ไม่สายเกินไปเมื่อเวลานั้นมาถึงครับ
พลังงานสะอาดสีเขียว (Green Energy)
พลังงานเหล่านี้ หมายถึงพลังงานที่ได้จากแหล่งธรรมชาติและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น พลังงานแสงอาทิตย์, พลังงานลม, พลังงานน้ำ, พลังงานชีวมวล, และพลังงานความร้อนใต้พิภพ ความเป็นไปได้ในการพัฒนาพลังงานสีเขียวมีหลากหลายแบบเลยล่ะครับ
1. ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี
- โซลาร์เซลล์และพลังงานแสงอาทิตย์: เทคโนโลยีที่ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ เช่น แผงโซลาร์เซลล์ชนิด Perovskite ที่มีประสิทธิภาพสูงและต้นทุนต่ำกว่าเดิม
- กังหันลม: การพัฒนากังหันลมที่ใช้ในพื้นที่นอกชายฝั่ง (Offshore Wind) เพื่อผลิตพลังงานในพื้นที่ที่มีลมแรง
- แบตเตอรี่พลังงาน: ระบบกักเก็บพลังงานที่พัฒนาขึ้น เช่น แบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน และแบตเตอรี่โซเดียม ซึ่งช่วยแก้ปัญหาความไม่ต่อเนื่องของแหล่งพลังงานสีเขียว
สมมุติว่าบ้านใครไม่มีค่าพลังงานสะอาดเลย บอกเลยครับว่า “ในอนาคตเราจำเป็นต้องจ่ายค่าปรับ” ด้วยนะครับ หรือไม่ก็ต้องไปซื้อหน่วยพลังสะอาดต่อจากบ้านอื่นที่เขาเหลือๆครับ เพราะฉะนั้นการรู้และศึกษาไว้จะช่วยให้เราปรับตัวทันแน่นอนครับ
2. การสนับสนุนและนโยบาย
- รัฐบาลและองค์กรระหว่างประเทศกำลังผลักดันให้เกิดการใช้พลังงานสะอาดมากขึ้นผ่านกฎหมายและเงินสนับสนุน เช่น เป้าหมาย Net Zero Carbon ภายในปี 2050
- การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สถานีชาร์จสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และระบบโครงข่ายไฟฟ้าสมาร์ตกริด (Smart Grid)
ต่อจากเรื่องแรก ถ้าหากทั้งรัฐบาลและองค์กรระหว่างประเทศกำหนดให้ใช้พลังงานสะอาดแบบ 90% ใครที่ไม่มีเงินสะสม หรือไม่มีมาตรการรับมือล่วงหน้า บอกเลยว่า “งานเข้าแน่” ครับ
ส่วนใครสนใจซื้อ หวยออนไลน์ถูกกฎหมาย แนะนำเป็นที่นี่เลยครับ ได้การรับรองจากรัฐบาล และหน่วยงานต่างๆจากอเมริกา ลองไปค้นหาดูได้ UKGC , BMM , PAGCOR ครับ
3. ความสำคัญของ Green Energy Points
- Green Energy Points (GEPs): ระบบคะแนนที่ใช้ในการวัดการใช้พลังงานสีเขียวหรือการลดคาร์บอนในชีวิตประจำวัน เช่น การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ การใช้รถ EV หรือการลดการใช้พลังงานฟอสซิล
- GEP อาจถูกใช้ในระบบแรงจูงใจ เช่น ลดภาษี, ส่วนลดในการซื้อผลิตภัณฑ์สีเขียว หรือสะสมคะแนนเพื่อแลกรับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ
ซึ่งในทางกลับกัน หากเราไม่มีคะแนนพลังงานสะอาด หรือพลังงานสีเขียว เราก็จำเป็นต้องจ่ายเพิ่มขึ้น หรือมีความยุ่งยากในหลายๆเรื่อง และไม่สามารถรับสิทธิประโยชน์ใดๆได้เหมือนกับคนที่มีคะแนนพลังงานสะอาดครับ
อนาคตของ Green Energy
ด้วยการลงทุนอย่างต่อเนื่องและความร่วมมือระหว่างประเทศ คาดว่าภายในปี 2030 พลังงานสีเขียวจะครอบคลุมความต้องการพลังงานโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ และอาจกลายเป็นแหล่งพลังงานหลักที่ยั่งยืนในระยะยาวได้ครับ
แต่ก็คงมีใครหลายคนที่มีข้อสงสัยว่า แล้วการสร้างโรงงานผลิตโซลาร์เซลล์มันก็มีคาร์บอนเยอะเหมือนกันไม่ใช่หรอ มันจะช่วยโลกได้จริงไหมแบบนี้
เดี๋ยวเราไปดูข้อมูลกันครับ
การผลิตแผงโซลาร์เซลล์ (Solar Panels) คาร์บอนเยอะจริงไหม
ต้องบอกว่า “จริงครับ” แต่จากข้อมูลแล้ว การผลิตถึงจะส่งผลให้เกิดคาร์บอนได้จริง แต่ระยะยาวการใช้โซลาร์เซลล์มีการเกิดคาร์บอนที่น้อยกว่า และเป็นมิตรต่อโลกมากกว่าครับ
สำหรับขั้นตอนการทำให้เกิดคาร์บอน จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการหลอมซะส่วนใหญ่ครับ เพราะจำเป็นต้องใช้พลังงานจำนวนมากในการหลอมซิลิคอนบริสุทธิ์ เช่น กรอบอลูมิเนียม และกระจก หรือพลาสติกครับ
แต่การผลิต 1 ครั้งสำหรับโซลาร์เซลล์ก็สามารถใช้ได้ 1-4 ปีเป็นอย่างน้อยครับ และเรามาดูอัตราการเกิดคาร์บอน ของโซลาร์เซลล์เมื่อเทียบกับ พลังงานฟอสซิลหรือถ่านหินกันครับ
- โซลาร์เซลล์ เมื่อพิจารณาตลอดอายุการใช้งาน (ประมาณ 20-30 ปี) มีการปล่อยคาร์บอนเพียง 10-20 กรัมต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง (gCO2/kWh)
- เทียบกับถ่านหินที่ปล่อย 800-1000 gCO2/kWh
เรียกว่ามีความต่างถึง 100 เท่าครับ ยังไงในระยะยาวเมื่อผลิตเสร็จแล้ว ก็ทำให้การเกิดคาร์บอนมีจำนวนที่น้อยกว่าแน่นอนครับ และยังไม่พูดถึงการที่โซลาร์เซลล์ในอนาคตจะสามารถใช้ได้นานกว่า 20-30 ปีด้วยนะครับ
ยังไงแล้วพลังงานสะอาดก็เป็นเทรนของโลกอนาคตอย่างแน่นอนครับ